กุมภาพันธ์ 21, 2562

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

ทดลองขับ : ALL-NEW XPANDER รถอเนกประสงค์สายลุย! | Test Drive Drivingplace Featured

By กรกฎาคม 19, 2561 8426

[TestDrive] บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมทดลองขับ ALL-NEW XPANDER  เป็นครั้งแรกในเมืองไทย โดยเชิญสื่อมวลชนไทย ท้าพิสูจน์สมรรถนะการขับขี่ภายใต้เส้นทางที่หลากหลายจากเหนือสุด มุ่งสู่อีสาน ผ่านภาคกลาง ปลายทางที่ภาคใต้ รวมระยะทางทั้งสิ้น 3,026 กิโลเมตร

กิจกรรมทดลองขับแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มพร้อม XPANDER 6 คัน เพื่อให้สื่อมวลชนได้ทดลองสมรรถนะการขับขี่ ประสิทธิภาพในการควบคุม ความกว้างขวาง และความสะดวกสบายของ XPANDER รถอเนกประสงค์รุ่นล่าสุดที่นำเข้ามาจำหน่ายจากประเทศอินโดนีเซีย บนเส้นทางสภาพถนนจริง โดยสื่อมวลชนแต่ละกลุ่มจะมีโอกาสทดลองขับขี่ใช้งานจริงระยะทาง 400 กิโลเมตรขึ้นไป ผ่านหลายจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่เหนือสุดที่จังหวัดเชียงราย ผ่านหลายจังหวัดในภาคเหนือมุ่งสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่บุรีรัมย์ และขับไปตามเส้นทางในภาคกลางจนถึงกรุงเทพฯ ก่อนจะลัดเลาะต่อเนื่องลงมาจนถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานีในภาคใต้ ซึ่งทีมทาง Drivingplace.com มีโอกาสร่วมเดินทางในกลุ่มที่ 3 เส้นทางบุรีรัมย์ – ปราจีนบุรี – กรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 438 กิโลเมตร

การทำตลาดในเมืองไทย MITSUBISHI  XPANDER จะมีให้เลือก 2 รุ่น แบ่งเป็นรุ่นท็อป GT และ GLS-LTD ทั้ง 2 รุ่นแตกต่างกันพอสมควรทั้งการตกแต่งภายนอก และออฟชั่นอำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสาร ซึ่งรุ่นที่เราทดลองขับครั้งแรกในเมืองไทยจะเน้นไปที่รุ่น GT ออฟชั่นให้มาครบ ที่เด่นๆต่างจากรุ่น GLS-LTD ก็มีหลายจุดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น คิ้วขอบกระจกประตู มือจับเปิดประตู แผงกันกระแทกบริเวณกันชนหน้า/หลัง ทั้งหมดนี้แต่งด้วยโครเมี่ยมและสีบรอนซ์ ต่างจากรุ่น GLS-LTD ที่เป็นสีดำเกือบทั้งหมด ,  รุ่น GT ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้วสีทูโทนพร้อมยาง 205/55/R16 ขณะที่รุ่น GLS-LTD ล้ออัลลอยสีบรอนซ์เรียบๆขนาด 15 นิ้ว พร้อมยางขนาด185/65/R15  

ส่วนห้องโดยสารที่เด่นชัด รุ่น GT เบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ หัวเกียร์หุ้มหนัง  พวงมาลัยหุ้มหนังระบบมัลติฟังก์ชั่น พร้อม Cruise control  รุ่น GLS-LTD จะหุ้มเบาะด้วยผ้าโทนดำ พวงมาลัย หัวเกียร์เป็นวัสดุแบบยูรีเทนสีดำ , รุ่น GT เครื่องเสียงเป็นแบบ2DIN จอสัมผัสพร้อมกล้องมองภาพด้านหลัง รุ่น GLS-LTD เครื่องเสียงเป็นแบบ 1DIN รองรับเฉพาะ CD USB  , แผงหน้าปัดก็จะต่างกันเล็กน้อยตรงจอแสดงข้อมูลการขับขี่ตรงกึ่งกลางมาตรวัดความเร็ว รุ่นGTเป็นจอสี LCDขนาด4.2นิ้ว รุ่น GLS-LTD เป็นแบบ Mono tone จอสีขาวเรียบๆ สุดท้ายตรงนี้น่าสนใจคือรุ่น GT ใช้กุญแจอัจฉริยะมีระบบป้องกันโจรกรรมพร้อมปุ่มสตาร์ท  รุ่น GLS-LTD จะใช้กุญแจสตาร์ทพร้อมรีโมทปกติ ทั้งนี้ทั้งนั้นความคุ้มค่าระหว่าง 2 รุ่นย่อย คือช่องว่างระหว่างราคา ถ้าห่างกันไม่มากเราขอแนะนำเป็นรุ่นท็อปGT ซื้อแล้วครบจบๆไปเลย ซึ่งเราคาดว่าน่าจะห่างกันทะลุเกิน 5 หมื่นบาท รอลุ้นการเปิดเผยราคาวันที่ 17 สิงหาคมนี้ ที่งาน BIG MOTOR SALE 2018 กันได้ครับ

แรกสัมผัสเมื่อพบคันจริงเป็นครั้งแรก ต้องขอชื่นชมในความหล่อล้ำยุคของรูปลักษณ์ภายนอก และภาพรวมของตัวถังที่มีขนาดใหญ่โตสมส่วนออกแนวบึกบึนแบบรถครอสโอเวอร์มากกว่าความเรียบหรูแบบรถเอ็มพีวีสำหรับครอบครัว พร้อมกับการดีไซน์รายละเอียดการตกแต่งทุกจุดค่อนข้างลงตัวมองแล้วไม่ขัดตาตั้งแต่หัวจรดท้าย ซึ่งสอดคล้องกับที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นิยามรถคันนี้ให้เป็นรถครอสโอเวอร์ในเซ็กเมนท์ใหม่ที่ต่างจากคู่แข่งทั้งในกลุ่มครอสโอเวอร์แท้ๆรวมไปถึงรถเอ็มพีวี 7 ที่นั่งที่คนไทยเราคุ้นเคย

สิ่งที่ทำให้ XPANDER ถูกหมายมั่นให้เป็นรถครอสโอเวอร์ 7 ที่นั่ง แทนที่จะเป็นรถเอ็มพีวีแบบปกติเหมือนที่ใครหลายคนคาดคิด ประเด็นสำคัญนอกจากรูปลักษณ์หล่อเข้มเกินหน้าเอ็มพีวีรุ่นอื่น คือการออกแบบตัวถังที่มีความสูงจากพื้นมากกว่ารถยนต์นั่งประเภทเดียวกันอยู่ที่ 205 มม. ในรุ่นท็อป GTล้ออัลลอย 16 นิ้ว ซึ่งมีความสูงจากพื้นใกล้เคียง TRITON รถกระบะร่วมสังกัด  จึงมีศักยภาพในการบุกตะลุยได้ดีบนสภาพเส้นทางที่หลากหลาย โดยเฉพาะการฟันฝ่าสภาพน้ำท่วมขังช่วงหน้าฝนในเมืองกรุงที่หลายคนกลัวได้อย่างปลอดภัย ซึ่งระหว่างการทดลองขับคาดการณ์กันว่าสามารถลุยน้ำได้สบายใจกว่ารถยนต์นั่งทั่วๆไปในช่วงน้ำท่วมสูงไม่เกิน 50 เซนติเมตร

รูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นที่ความที่ล้ำสมัย  ดึงดูดสายตาตั้งแต่แรกเห็น ด้วยเอกลักษณ์การออกแบบ Advanced Dynamic Shield ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง สอดคล้องกับทุกการใช้งาน ด้านหน้าหล่อล้ำยุคด้วยกระจังหน้าแบบสามชั้นสีโครเมี่ยมวาบวับ ดีไซน์รับกับไฟหรี่แบบ Crystal LED ที่ติดตั้งอยู่ด้านบนของฝากระโปรงและเยื้องมาด้านหน้าซุ้มล้อจึงช่วยให้ผู้ใช้ทางเท้าและยานพาหนะอื่น ๆ สังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น ไฟหน้าแปลกไปจากที่เราคุ้นเคยถูกติดตั้งต่ำลงมาบริเวณกันชนหน้าเพื่อเลี่ยงไม่ให้แสงจากไฟหน้ารบกวนสายตาผู้ใช้ทางเท้ารวมถึงผู้ขับขี่ยานพาหนะที่สวนมา ในรุ่นGT ที่เราทดลองขับยังมาพร้อมไฟตัดหมอกหน้า มือเปิดประตูโครเมียม คิ้วขอบกระจกประตู และแผงกันกระแทกด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงคิ้วขอบประตูด้านล่างข้างตัวรถ ซึ่งช่วยเสริมความหรูหรามากกว่ารุ่นรองอย่าง GLS-LTD ได้มากพอสมควร

ภายในห้องโดยสารการดีไซน์อุปกรณ์ควบคุมและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆโดยรวมจะเหมือนกับเวอร์ชั่นที่จำหน่ายในอินโดนีเซีย แต่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางจุดให้เหมาะสมกับความต้องการของนักขับชาวไทย โดยเฉพาะความหรูทางอินโดนีเซียมีขายเฉพาะเบาะผ้า ทางเราก็ขอรุ่นท็อปให้หุ้มเบาะหนังโทนสีดำมาจากโรงงาน รวมไปถึงการสั่งเพิ่มวัสดุเก็บเสียงรบกวนในการขับขี่ทั้งจากเครื่องรถยนต์ เสียงลมปะทะ  และเสียงใต้จากท้องรถ เท่าที่สัมผัสในช่วงการเดินทางด้วยความเร็วปกติ 80-120 กม./ชม.ก็ถือว่าเสียงรบกวนต่างๆเกิดขึ้นไม่มากอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ

XPANDER แม้จะถูกวางตัวให้เป็นรถครอสโอเวอร์สายลุย  แต่ด้วยพื้นฐานที่มาจากความเป็นรถอเนกประสงค์หรือเอ็มพีวีแท้ๆ ภายในห้องโดยสารจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสะดวกสบายและความกว้างขวาง ด้วยมิติในห้องโดยสารที่กว้างที่สุดและสูงที่สุด  สามารถนั่งขับและโดยสารได้สบายไม่รู้สึกอึดอัดและเบาะทั้ง 3 แถวยังสามารถปรับพับได้หลายรูปแบบตามความต้องการทั้งขนคนและขนสัมภาระได้หลากหลาย  พร้อมกันนี้ยังรองรับการใช้งานในสไตล์รถอเนกประสงค์ได้อย่างครบครันด้วยช่องจัดเก็บของกระจายรอบคัน และช่องชาร์จกระแสไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกตามยุคสมัย ทั้งกุญแจอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ติดตั้งแผงควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลังบนเพดานหลังคา  พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง สูง-ต่ำและปรับเข้า-ออกพร้อมระบบล็อกความเร็วอัตโนมัติ และสวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงบนพวงมาลัย  คอนโซลกลางมาพร้อมจอภาพระบบสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว รองรับภาคบันเทิงทั้งบลูทูธโทรศัพท์  ยูเอสบี และแผ่นซีดีก็ยังมีให้เห็น

ทางด้านสมรรถนะการขับเคลื่อน XPANDER  จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน รองรับE20 บล็อคเดียวกับรุ่นที่จำหน่ายในอินโดนีเซียรหัส 4A91 พื้นฐานเป็นแบบ 4 สูบ อลูมินัมอัลลอย ขนาด 1.5 ลิตร DOHC MIVEC 16 วาล์ว  ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด จุดเด่นของเครื่องยนต์อยู่ที่ตัวบล็อคเครื่องเป็นอลูมิเนียมอัลลอยมีน้ำหนักเบา  ให้ความทนทาน ระบายความร้อนได้ดี  อ่างน้ำมันเครื่องก็เป็นอลูมิเนี่ยมช่วยลดการสั่นสะเทือน และที่สำคัญเครื่องยนต์รุ่นนี้ใช้โซ่สายพานไทม์มิ่ง ที่ทนทานมีอายุการใช้งานยาวนาน ไม่ต้องเปลี่ยนตามระยะ แค่คอยตรวจเช็คให้อยู่ในสภาพปกติก็เพียงพอแล้ว

การทดลองขับครั้งนี้จะเน้นการขับขี่เดินทางไกลแบบใช้งานจริง แต่ละคันบรรทุกเพื่อนร่วมทางประมาณ 3-4 คน แบ่งหน้าที่เป็นทั้งผู้ขับและผู้โดยสารสลับกันไป โดยผมรับช่วงขับขี่ขากลับจากปราจีนบุรีมุ่งหน้าฉะเชิงเทรา ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร สมรรถนะการขับขี่ในเบื้องต้นที่จับความรู้สึกได้ ต้องบอกว่ารุ่นนี้ออกแนวรถครอบครัวแท้ๆเน้นขับขี่สบายๆ ควบคุมง่าย มีความคล่องตัวสูง ด้วยทัศนวิสัยการขับขี่ดีทั้งตำแหน่งการนั่งที่อยู่สูง และมีความปลอดโปร่งมองเห็นรอบคันได้ชัดเจน   พวงมาลัยเป็นแบบเพาเวอร์ไฟฟ้า (EPS )ให้น้ำหนักการบังคับเลี้ยวกลางๆไม่เบาเหมือนพวงมาลัยไฟฟ้ารถยนต์รุ่นอื่นๆแต่ก็ไม่หนักมือเลี้ยวใช้แรงเยอะแบบพวงมาลัยเพาเวอร์ปั้มไฮดรอลิค รัศมีวงเลี้ยวอยู่ที่ 5.2 เมตร ให้ความคล่องแคล่วในการเลี้ยวได้ดีไม่แพ้รถเก๋งทั่วๆไป

กำลังของเครื่องยนต์ เริ่มจากช่วงออกตัวอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการใช้งาน ตามสไตล์เครื่อง 1.5 ลิตร แบบดั่งเดิม ความเร็วพุ่งขึ้นตามน้ำหนักเท้าได้ดีถ้าไม่ขยี้จนเกินไป  เพราะถ้ากดหนักจมตั้งแต่ออกตัวรอบเครื่องจะกระชากขึ้นนำหน้าเข็มบอกความเร็วเป็นการสิ้นเปลื่องโดยใช่เหตุ ช่วงรอยต่อระหว่างเกียร์จัดว่าดีกว่าเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดยุคแรกเริ่ม อาการกระตุกให้รู้ว่าเกียร์เปลี่ยนเกิดขึ้นน้อยมาก แต่สิ่งที่บอกให้รู้ว่ารถคันนี้มี 4 เกียร์ คือรอบการทำงานของเครื่องยนต์ค่อนข้างสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้เกียร์แบบซีวีทีตามยุคสมัย ความเร็ว 100 กม./ชม. รอบเครื่องอยู่ 2,500 รอบ/นาที เร่งไปถึง 120 กม./ชม. พุ่งไป3,000รอบ/นาที ตรงนี้จึงรู้สึกกังวลเล็กๆในเรื่องอัตราสิ้นเปลือง ซึ่งเครื่องยนต์ที่ใช้รอบสูงก็มักจะกินน้ำมันมากกว่าเครื่องยนต์ที่ใช้รอบต่ำๆ ในการทดลองขับหลายๆช่วงการขับขี่ตัวเลขที่ XPANDER ทำได้ก็ถือว่ารับได้ ช่วงการจราจรหนาแน่นในเมืองใช้ความเร็วต่ำอยู่ที่ประมาณ 10-12 กม./ลิตร และช่วงขับขี่ทางไกลความเร็วคงที่บ้างไม่คงที่บ้างในการเดินทางแบบกึ่งคาราวาน 100-120 กม./ชม ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 14-15 กม./ลิตร ส่วนเรื่องพละกำลังในรอบการทำงานสูงๆก็ไม่เป็นปัญหาในเรื่องการขับเดินทางไกลอัตราเร่งแซงระหว่าง 100-140 กม./ชม.เร่งได้เร็วทันใจ และความเร็วปลายลองของทะลุ 160 กม./ชม.ตามที่มิตซูบิชิเคลมความเร็วสูงสุดของรถคันนี้ไว้ ก็จัดว่าความเร็วพุ่งทะยานไปสู่จุดสูงสุดได้ไวแบบไม่ต้องลุ้นกันนาน!

ช่วงล่างของ XPANDER โดยพื้นฐานจะเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลงที่ด้านหน้า และทอร์ชันบีมที่ด้านหลัง  เหมือนกับรถยนต์นั่งพิกัด 1.5 ลิตรทั่วๆไปที่ทำตลาดในเมืองไทย แต่การปรับเซ็ทจะเน้นความหนักแน่นนำหน้าความอ่อนนุ่ม สมเหตุสมผลกับสไตล์ของรถและขนาดตัวถังที่ใหญ่โตพร้อมรองรับการบรรทุกหนัก อารมณ์ของช่วงล่างจะให้ความรู้สึกประมาณว่าแข็งแต่ไม่กระด้าง นุ่มนวลแต่ไม่ยวบยาบ การขับขี่โดยรวมจึงน่าพอใจในทุกย่านความเร็ว ซึ่งตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการปรับจูนโช้คอัพหน้า-หลังที่เคลมว่าติดตั้งวาล์วโช้คชุดเดียวกับตัวแรง EVOLUTION X หรือเปล่า แต่เราค่อนข้างพอใจกับการปรับเซ็ทช่วงล่างของ XPANDER มากทีเดียวครับ

ในส่วนของระบบความปลอดภัย แม้จะเป็นรถอินโดนีเซียแต่คนไทยวางใจได้ จัดเต็มทั้งในเชิงป้องกันและปกป้อง ไล่ตั้งแต่ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC-Active Stability Control) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL-Traction Control System) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA-Hill Start Assist System) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS-Anti Lock Braking System) และระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD-Electronic Brake Force Distribution) พร้อมระบบเสริมแรงเบรก (BA-Brake Assist) ระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS-Emergency Stop Signal System) ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับและระบบผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง และเข็มขัดนิรภัยแบบ ELR 3 จุด 5 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่ง ฯลฯ

นอกจากการทดลองขับเป็นครั้งแรกโดยสื่อมวลชนไทย ทางมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังจัดงานโชว์โฉม XPANDER เป็นการอุ่นเครื่องให้ลูกค้าท้องถิ่นที่สนใจได้พบคันจริงก่อนใครตามโชว์รูมจังหวัดใหญ่ๆที่เราขับผ่านทั้งมิตซูบิชิ แสนรุ่งเรือง บุรีรัมย์ และ มิตซูบิชิ ไทยธาดา ฉะเชิงเทรา

การบุกตลาดเมืองไทยอย่างเป็นทางการ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะทำการเปิดตัว ALL-NEW XPANDER ใหม่พร้อมประกาศราคา ในวันที่ 17 สิงหาคม  นี้ ที่งาน BIG MOTOR SALE 2018 มหกรรมยานยนต์เพื่อการขายแห่งชาติ ณ ศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติไบเทค บางนา รอลุ้นกันได้ครับ!

Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันพฤหัสบดี, 14 กุมภาพันธ์ 2562 22:47
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing