เมษายน 24, 2562

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

ทดลองขับ : MITSUBISHI PAJERO SPORT MY 2018 อัพเกรดออฟชั่น เพิ่มความคุ้มค่า! | Test Drive Drivingplace Featured

By กันยายน 14, 2561 4927

[TestDrive] MITSUBISHI PAJERO SPORT โมเดล ปี2018  สานต่อความสำเร็จของการเป็นหนึ่งในรถอเนกประสงค์แบบพีพีวีที่เพียบพร้อมด้วยความอเนกประสงค์ทั้งความกว้างขวางสะดวกสบาย อุปกรณ์อำนวยความสะดวก เทคโนโลยีความปลอดภัย โดยรุ่นล่าสุดสำหรับปี 2018 จะเน้นอัพเกรดอุปกรณ์ตกแต่งและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ๆหลายรายการ เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งานมากยิ่งขึ้น

การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอก โดยรวม MITSUBISHI PAJERO SPORT โมเดลปี 2018 ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเดิมตั้งแต่ต้นโมเดล ด้านหน้าเป็นแบบ Dynamic Shield เอกลักษณ์เฉพาะของ มิตซูบิชิ  ชุดไฟหน้ารูปทรงเฉียบคมเป็นแบบโปรเจคเตอร์ Bi-LED พร้อมระบบปรับลำแสงไฟหน้าอัตโนมัติและไฟวิ่งกลางวันแบบ Spectrum LED Daytime Running Light ซึ่งรูปทรงของไฟหน้าออกแบบรับกับแนวเส้นกระจังหน้าโครเมี่ยมแบบ2ชั้นได้อย่างกลมกลืน ด้านท้ายรถออกแบบล้ำยุคด้วยชุดไฟท้ายแบบ Spectrum LED รูปทรงทอดยาวลงไปจรดกันชนทรงสปอร์ต

สำหรับอุปกรณ์ตกแต่งและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ๆ ภายใต้โมเดลปี2018  จัดเต็มด้วยอุปกรณ์ใหม่ 10 รายการ โดยเน้นไปที่การยกระดับความหรูหราของห้องโดยสาร เริ่มจากคอนโซลกลางเสริมด้วยวัสดุผิวนุ่มบริเวณด้านข้าง มาตรวัดเรืองแสงไฮคอนทราสต์พร้อมการแสดงผลแบบอนิเมชั่นสามมิติ และระบบฟอกอากาศภายในห้องโดยสารนาโนอิ  พร้อมเสริมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งช่องจ่ายกระแสไฟ AC 220 โวลต์ ช่องต่ออุปกรณ์ USB 2 ตำแหน่ง ช่องเก็บสมาร์ทโฟนที่เบาะนั่งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ที่บังแดดด้านคนขับแบบมีไฟส่องสว่าง ที่บังแดดผู้โดยสารด้านหน้าพร้อมช่องเสียบบัตรและไฟส่องสว่าง รวมถึงช่องระบบปรับอากาศดีไซน์ใหม่แบบ Fin Shut สำหรับผู้โดยสารแถวที่สองและแถวที่สาม นอกจากนี้ภายนอกยังเปลี่ยนตำแหน่งเสาอากาศใหม่จากเดิมเป็นเสาติดตั้งบริเวณหลังคาด้านหน้า ย้ายเป็นแบบฝังกระจกหลัง

ภายในห้องโดยสารยังคงเน้นการออกแบบด้วยโทนสีดำ ผสานการตกแต่งด้วยสีเงิน และวัสดุสีดำแบบ Piano Black ที่บริเวณแผงคอนโซลหน้า แผงประตู และคอนโซลกลาง ส่วนคอนโซลออกแบบในลักษณะ T-Shape High Console ยกคอนโซลกลางให้สูงขึ้น เพิ่มความสะดวกในการใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ  พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแบบ 4 ก้าน ปรับตำแหน่งได้ 4 ทิศทาง พร้อมสวิตช์ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ บนพวงมาลัย  การออกแบบมาตรวัดต่างๆ เน้นความชัดเจน มาพร้อมจอแสดงข้อมูลอเนกประสงค์ Multi-information display แสดงผลข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย ระยะทางในการขับที่เหลือจากปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ในถัง   ระบบปรับอากาศแบบปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ พร้อมแผงควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลังแบบอิสระ และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง   เครื่องเสียงเป็นแบบ 2DIN วิทยุ CD-DVD-MP3 พร้อมจอทัชสกรีน และระบบนำทางในรถ  ส่วนเบาะนั่งรองรับสรีระได้ดี โดยเฉพาะเบาะคู่หน้ามาพร้อมแผ่นรองรับบริเวณไหล่ และสามารถปรับระดับได้ 8 ทิศทางด้วยระบบไฟฟ้า  เบาะแถว 2 สามารถแยกพับแบบ 60:40 พนักพิงสามารถปรับเอนและพับไปข้างหน้าเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้งาน ส่วนเบาะแถว 3 สามารถแยกพับให้ราบไปกับพื้นห้องโดยสารช่วยเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระได้มากขึ้น

สมรรถนะการขับเคลื่อนวางใจได้กับเครื่องยนต์ MIVEC Clean Diesel ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวโดยไม่พบปัญหากวนใจมาตั้งแต่ต้นโมเดล พื้นฐานของเครื่องยนต์ เป็นแบบ 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร โดดเด่นด้วยเสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย น้ำหนักเบา แข็งแกร่ง มาพร้อมกับ VG Turbo และ Intercooler ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมสปอร์ตโหมด สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ตามความต้องการ จากทั้งคันเกียร์ หรือ Paddle Shift นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยควบคุม และตัดกำลังไปยังเพลาขับโดยอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรก เพื่อลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ และลดการสูญเสียเชื้อเพลิงในขณะรถหยุดนิ่ง ส่งผลให้ประหยัดเชื้อเพลิง และช่วยยืดอายุการใช้งานของเกียร์

สมรรถนะโดยรวมอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ ทั้งจังหวะออกตัวหรือการเร่งแซงช่วงเดินทางด้วยความเร็ว  การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ค่อนข้างสัมพันธ์กับความเร็ว อาการกระตุกช่วงรอยต่อเกียร์เกิดขึ้นน้อย จึงรู้สึกได้ถึงความราบเรียบ นุ่มนวลกว่าเกียร์ 5 สปีดของ TRITON มากทีเดียว  อัตราเร่งช่วงออกตัวจากแรงบิดสูงสุดแสดงผลในรอบปานกลาง 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2500 รอบ/นาที การไต่ระดับความเร็วจึงไม่ถึงกับจี๊ดจ๊าด แต่ก็พอเพียงในชั่วโมงเร่งด่วนที่ต้องทำความเร็วแข่งกับเวลา อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ประมาณ 11 วินาที ขณะเดียวกันเมื่อความเร็วเริ่มลอยตัวถือเป็นทีเด็ดของเครื่องยนต์บล็อกนี้เพราะแรงม้าทั้ง 181 ตัวจะแสดงผลออกมาได้อย่างทันใจตามน้ำหนักเท้า เรียกกว่าช่วงความเร็วสูงระหว่าง120-160 กม./ชม.  สามารถปรับเปลี่ยนความเร็วขึ้นลงเพื่อเร่งแซงได้อย่างทันใจ โดยมีความเร็วสูงสุดรองรับการใช้งานประมาณ180 กม./ชม.

ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเราทดลองขับแบบใช้งานจริงทั้งในเมืองและนอกเมืองความเร็วยืดหยุ่นตามสภาพจราจรอยู่ที่ประมาณ 12-15 กม./ลิตร

การรองรับของช่วงล่างเมื่อขับใช้งานทั่วๆไป มีความนุ่มนวลปานกลางแต่ไม่ถึงกับแข็งกระด้าง  การซับแรงกระแทกทำได้ดีจากการปรับสปริงหลังให้ยาวขึ้น ทำให้คนที่นั่งในรถจะรู้สึกใกล้เคียงกับการนั่งอยู่ในรถเอสยูวี  โดยด้านหน้าเป็นแบบอิสระแบบปีกนก 2 ชั้น พร้อมคอยส์ปริงและเหล็กกันโคลง และระบบกันสะเทือนหลังแบบทรีลิงค์ ทอล์คอาร์ม พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง และเหล็กกันสะบัดเพลาหลัง

สิ่งที่น่าชมเชยในการขับขี่ใช้งานจริงอีกจุดที่ PAJERO SPORT รุ่นนี้ทำได้ดี คือความเงียบภายในห้องโดยสาร เสียงรบกวนต่างๆทั้งเสียงเครื่องยนต์ ลมปะทะ พื้นถนน เกิดขึ้นน้อย เพราะรถรุ่นติดตั้งวัสดุซับเสียงตามจุดต่างๆภายในห้องโดยสารมากขึ้น ทั้งบริเวณคอนโซลหน้าและคอนโซลกลาง บริเวณใต้ฐานเกียร์ ที่พื้นรถใต้ห้องโดยสาร ที่ห้องเครื่องและบังโคลนหน้ารถ ที่ใต้แผงหลังคา และแผงข้างประตู เรียกว่าจัดเต็มเพื่อเพิ่มความเงียบสบายภายในห้องโดยสารให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ความโดดเด่นในรุ่นท็อป 4WD GT-Premium ที่เราทดลองขับ ถ้าไม่กล่าวถึงคงไม่ได้ กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Super Select 4WD-II ที่รวมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part time และFull Time AWC รวมอยู่ในรถคันเดียว โดยสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ตามความต้องการด้วยระบบไฟฟ้า ได้ทั้งโหมด 2H ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD High-Range) ขับขี่ในสภาพถนนปกติในชีวิตประจำวัน  ถ้าต้องการลุยด้วยความเร็ว เพิ่มการยึดเกาะถนนช่วงฝนตกหนักหรือการขับเข้าโค้งขึ้นเขา ก็สามารถปรับมาใช้โหมด 4H (4WD High-Range) ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full Time – All Wheel Control ได้ทันทีที่ความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม.โดยไม่ต้องหยุดรถ ซึ่งการเข้าโหมดนี้จะเป็นแบบ Full Time แท้ๆให้การควบคุมรถคล่องตัว โดยเฉพาะการบังคับหักเลี้ยวของพวงมาลัยจะให้น้ำหนักและความแม่นยำไม่ต่างจากการขับเคลื่อน 2 ล้อปกติ

โหมดต่อไปจะเป็น 4HLc ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-range with Locked Transfer) และโหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) เพื่อการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดารและมีความท้าทายสูง พร้อมกันนี้ยังมีระบบออฟโรด 4 รูปแบบการขับขี่ให้เลือกใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ได้แก่ กรวด (Gravel), โคลน/ หิมะ (Mud/Snow), ทราย (Sand) และ หิน (Rock) กล่องสมองกลจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และระบบเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อเสริมสมรรถนะสูงสุดตามโหมดที่ผู้ขับขี่เลือกใช้

ในกรณีที่ต้องลุยหนักๆรถอาจติดล่มยังมีตัวช่วยที่หวังผลได้ดี คือระบบล็อกเฟืองท้าย (Rear Differential Lock) ซึ่งทำงานร่วมกับระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง เมื่อกดสวิทซ์ที่คอนโซลต้องการให้ระบบนี้ทำงานจะช่วยล็อกเฟืองท้ายเพื่อให้มีการกระจายพละกำลังสู่ล้อคู่หลังแบบ 50-50 ตลอดเวลา จึงเป็นระบบที่มีความสำคัญต่อการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดารมากๆ

นอกจากนี้ยังเพิ่มเติมด้วยระบบเสริมความมั่นใจในการขับขี่ด้วยอุุปกรณ์ความปลอดภัยที่อัดแน่นหลายรายการทั้งระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Active Stability and Traction Control - ASTC) ช่วยควบคุมพละกำลังเครื่องยนต์และการเบรกเพื่อป้องกันล้อสูญเสียการควบคุมและลื่นไถล  

ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist - HSA) ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ตัวรถไหลถอยหลังเมื่ออยู่บนทางลาดชัน และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control - HDC) ช่วยรักษาความเร็วให้คงที่พร้อมช่วยรักษาการยึดเกาะถนนสูงสุด

ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อม ABS ช่วยป้องกันล้อล็อก ระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA ซึ่งการเบรกหรือชะลอทำได้ดีทุกจังหวะความเร็ว  การจับของเบรกค่อนข้างสัมพันธ์กับน้ำหนักเท้าที่กดลงไป  ไม่จับไวจนหัวทิ่ม หรือเบรกลึกจนเหมือนว่าเบรกจับช้าทำให้ขาดความมั่นใจในการขับขี่  

ทางด้านระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุขั้นสูงติดตั้งมาให้ครบ ที่น่าสนใจก็มีทั้ง ระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ ACC สามารถล็อคความเร็วและทำงานได้ตั้งแต่ 40-150 กม./ชม โดยสามารถตามรถคันหน้าได้จนถึงรถคันหน้าหยุดนิ่งภายในเวลา 2 วินาทีจะไม่ตัดการทำงาน กรณีที่มีรถตัดหน้าหรือหยุดกระทันหัน ก็จะมีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว FCM มาช่วยเพิ่มความอุ่นใจได้มากทีเดียว

ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (Ultrasonic Misacceleration Mitigation System ) เป็นตัวช่วยที่ดี ในการป้องกันความเสียหาย กรณีผู้ขับเข้าเกียร์ผิดตำแหน่งแล้วเหยียบคันเร่งผิดพลาดไปด้านหน้าหรือด้านหลังขณะรถจอดนิ่ง ระบบนี้ใช้คลื่นอัลตร้าโซนิคในการตรวจจับวัตถุขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าและหลังรถ ที่เราอาจเผลอไปชนโดยไม่ตั้งใจ

และอีกระบบที่ขาดไม่ได้คือสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning ) ช่วยเสริมความปลอดภัยในการแซงหรือเปลี่ยนช่องทางจราจร โดยแจ้งเตือนผ่านสัญญาณไฟกระพริบที่กระจกมองข้าง เมื่อตรวจพบรถยนต์เฉพาะที่แซงมาจากด้านหลังในช่วงความเร็วตั้งแต่ 20 – 140 กม./ชม. และที่พิเศษว่ารถยนต์รุ่นอื่น ถ้าผู้ขับเปิดสวิทซ์สัญญาณไฟเลี้ยวเมื่อตรวจพบรถยนต์ในตำแหน่งจุดอับสายตาจะมีเสียงเตือนเพิ่มเข้ามาแจ้งให้ผู้ขับไม่ควรแซงโดยเด็ดขาด!

การทำตลาด MITSUBISHI PAJERO SPORT  MY 2018 แบ่งการจัดจำหน่ายเป็น 3 รุ่นย่อย เริ่มจาก รุ่น 2WD GT ราคาเริ่มต้น 1,296,000 บาท , รุ่น 2WD GT-Premium ราคาเริ่มต้น 1,399,000 บาท และรุ่น 4WD GT-Premium ราคาเริ่มต้น 1,539,000 บาท สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ!

Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันพฤหัสบดี, 14 กุมภาพันธ์ 2562 22:44
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing