พฤษภาคม 26, 2562

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Drivingplace.com แหล่งรวม :: ข่าวสารยานยนต์ :: รถใหม่ :: ทดสอบรถ :: เทคนิคการขับรถ :: ครบทุกรูปแบบ!

ทดลองขับ MITSUBISHI TRITON 2019 ตะลุยเส้นทางท้าทาย หลากสไตล์การขับขี่ | TestDrive Drivingplace Featured

[TestDrive] มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดเต็มกับกิจกรรมทดลองขับ  มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ รุ่นปรับโฉมครั้งใหญ่ โดยเชิญสื่อมวลชนไทย ร่วมพิสูจน์สมรรถนะการขับขี่เต็มรูปแบบ ภายใต้เส้นทางที่ท้าทาย ทั้งแบบออนโรด และออฟโรด รวมถึงเส้นทางโค้งคดเคี้ยวตามแนวเขาสูงในจังหวัดเชียงใหม่

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นล่าสุด พัฒนาขึ้นพร้อมกับการฉลองครบ 40 ปีแห่งความสำเร็จของรถกระบะมิตซูบิชิ ทั้งในด้านการจัดจำหน่ายและการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต โดยออกแบบให้มีความโดดเด่นรอบด้าน ทั้งความแข็งแกร่ง ทนทาน สมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น ตลอดจนความอเนกประสงค์ และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ใส่มาแบบจัดเต็ม ไม่เกรงใจคู่แข่งในคลาสเดียวกัน

การออกแบบและพัฒนาอยู่ภายใต้แนวคิด ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’ ยกระดับการขับขี่ในทุกมิติ โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ใหม่ ภายใต้เอกลักษณ์การออกแบบ “Dynamic Shield” ใบหน้ามาในเทรนด์ของรถยนต์มิตซูบิชิยุคใหม่ พร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้นบนเส้นทางออฟโรดทุกรูปแบบ

แรกสัมผัสมุมมองด้านหน้าต้องบอกว่าเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน ให้ความโดดเด่นตั้งแต่แรกเห็นด้วยดีไซน์ใหม่แบบ Dynamic Shield มีความล้ำสมัยผสานความคมเข้มแบบสปอร์ต ชุดไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-LED พร้อมระบบปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ รูปทรงไฟหน้ามีขนาดเล็กเรียวคมรับกับกระจังหน้าได้อย่างกลมกลืนเป็นแนวเส้นเดียวกัน ขณะที่ไฟตัดหมอกและไฟเลี้ยวออกแบบได้ดีอยู่ในตำแหน่งเดียวกันบริเวณมุมกันชนหน้าทั้ง 2 ด้านช่วยเพิ่มความดุดัน และส่งให้ใบหน้าดูหล่อลงตัวมากยิ่งขึ้น

ด้านข้างตัวรถ มองผิวเผินรูปทรงโดยรวมอาจดูคล้ายรุ่นเดิม แต่ถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นมัดกล้ามที่บึกบึนมากขึ้นจากตัวถังส่วนแก้มหน้าและกระบะท้ายที่ออกแบบใหม่ ด้วยซุ้มล้อขนาดใหญ่มีเหลี่ยมสันเป็นชิ้นเดียวกับตัวถัง ต่างกับรุ่นเดิมที่คล้ายเอาโป่งล้อมาแปะไว้กับตัวถัง ซึ่งการออกแบบตรงนี้มีส่วนสำคัญช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งให้กับตัวรถ และยังดูสอดรับกับใบหน้าใหม่ได้อย่างลงตัว ในขณะที่ตัวถังส่วนกลาง ประตูทั้ง 4 บานและหลังคาถ้าผมมองไม่ผิดน่าจะยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิม และล้อแม็กก็ปรับลวดลายใหม่แบบ 6 ก้านสีทูโทนขยับขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 18 นิ้ว ส่วนด้านท้ายรถเพิ่มความทันสมัยด้วยชุดไฟท้ายและชุดกันชนใหม่ ออกแบบให้มีความแตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน

ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ยังคงยึดพื้นฐานการออบแบบอุปกรณ์ต่างๆเช่นเดียวกับรุ่นเดิมก่อนปรับโฉม แต่ทำการปรับรายละเอียดการตกแต่งให้ทันสมัยมากขึ้น สามารถสัมผัสได้ถึงความประณีตและคุณภาพของวัสดุที่ดีใกล้เคียงรถยนต์นั่งหรูๆ พร้อมปรับปรุงอุปกรณ์ให้รองรับการใช้งานแบบอเนกประสงค์ได้ดีขึ้น ด้วยช่องเก็บของ จุดวางเครื่องดื่ม และติดตั้งช่อง USB ในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้งานสำหรับผู้โดยสารทั้งตอนหน้าและตอนหลัง รวมไปถึงการเพิ่มเติมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่น่าสนใจมากที่สุด คือการเพิ่มช่องแอร์บนเพดานหลังคาสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ให้ความเย็นสบายได้อย่างทั่วถึง และบริเวณจอทัชสกรีนบนคอนโซลกลางยังอัพเกรดให้แสดงภาพจากกล้องมองภาพรอบคัน ทั้งมุมมองด้านหน้า ด้านหลัง และภาพมุมสูงแบบเบิร์ดอายวิว พร้อมเส้นแสดงทิศทางการเคลื่อนของรถ และเซ็นเซอร์แจ้งเตือนเมื่อมีความสุ่มเสี่ยงในการชนวัตถุทั้งด้านหน้าและหลัง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งออฟชั่นนี้ยกชุดมาจาก ปาเจโร สปอร์ต โมเดลล่าสุด

เมื่อล้มตัวลงนั่งบนเบาะหนังสีดำ สัมผัสได้ทั้งความนุ่มนวล นั่งสบาย รองรับสรีระบริเวณแผ่นหลังและช่วงต้นขาได้ดีขึ้น จากการออกแบบรูปทรงและโครงสร้างของเบาะนั่งใหม่ รวมถึงความกว้างขวางสะดวกสบายด้วยความยาวของพื้นที่ห้องโดยสารมากถึง 1,745 มม.

สิ่งที่ชื่นชอบอีกจุดในการควบคุมรถ คือพวงมาลัยแบบ 4 ก้าน ที่มาพร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่นควบคุมระบบการทำงานต่างๆที่จำเป็นการขับขี่ไว้อย่างครบถ้วน และหลังก้านพวงมาลัยในรุ่นท็อปที่ทดลองขับยังมีแพ็ทเดิลชิฟ รองรับการเปลี่ยนเกียร์ขึ้นลงตามจังหวะความเร็วได้อย่างทันใจ

การทดลองขับครั้งนี้มีระยะทางรวมทั้งสิ้น 220 กิโลเมตร เริ่มออกเดินทางจากโรงแรมใน อ.หางดง ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาตินอกตัวเมืองเชียงใหม่ วิ่งผ่านเส้นทางบนถนนสายหลักแบบออนโรด มุ่งหน้าสู่เส้นทางคดโค้งแบบจัดเต็มขึ้นดอยอินทนนท์ที่สูงชัน และเส้นทางออฟโรดลัดเลาะตามแนวไหล่เขา ตะลุยทางฝุ่นกันยาวๆกว่า 20 กิโลเมตร เรียกว่างานนี้ได้พิสูจน์สรรมถนะของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ รุ่นท็อป D-cab 2.4 GT Premium 4WD ราคา 1,099,000 บาท ได้อย่างเต็มที่

เส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์ที่สูงชัน ถือเป็นการบทพิสูจน์พลังของเครื่องยนต์ดีเซล ที่มีจุดเด่นทั้งแรงบิดที่มากถึง 430 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบต่อนาที และพละกำลังความแรง 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที ภายใต้เทคโนโลยีเครื่องยนต์คลีนดีเซล รหัส 4N15 ขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ MIVEC VG Turbo ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดใหม่

สำหรับการถ่ายทอดกำลังขับเคลื่อนของเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดใหม่ ให้ความรู้สึกคล้ายๆกับเกียร์รุ่นเดิมแบบ 5 สปีด ซึ่งเด่นที่ความราบเรียบ ไหลลื่น ให้ความแรงแบบต่อเนื่องตั้งแต่จังหวะออกตัวไปจนถึงช่วงความเร็วสูง โดยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ประมาณ 13 วินาที แต่สิ่งดีงามที่เพิ่มเข้ามาจากเกียร์ชุดนี้ คือการช่วยเสริมประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง ด้วยรอบการทำงานของเครื่องยนต์ต่ำลงเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรือการใช้ความเร็วคงที่ในการเดินทางไกล และยังเพิ่มเติมระบบ Auto Stop and Go คอยดับเครื่องยนต์อัตโนมัติชั่วคราวเมื่อจอดนิ่งเวลารถติด ช่วยเสริมความประหยัดเชื้อเพลิงและลดมลพิษ

การทดลองขับครั้งนี้เราลองจับอัตราสิ้นเปลืองจากการเซ็ทตัวเลขค่าเฉลี่ยบนแผงหน้าปัด ในช่วงออนโรดใช้ความแบบต่อเนื่อง 100-140 กม./ชม.ทำได้ประมาณ 14-15 กม./ลิตร และช่วงขับขี่บนเขา รวมถึงการขับออฟโรดบนทางฝุ่น ด้วยเกียร์ 4H ใช้ความเร็วต่ำ 20-60 กม./ชม. ทำได้ประมาณ 11-12 กม./ลิตร

การทดลองขับบนเส้นทางออฟโรดขึ้นลงเขา ปกคลุมไปด้วยผืนป่าที่งดงาม แต่แฝงไว้ซึ่งอุปสรรคสุดท้าทายหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางชัน ขึ้นลงเนิน ตลอดจนสภาพพื้นผิวถนนแบบฝุ่น ขรุขระเป็นหลุมบ่อ ระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร เพื่อทดลองระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและระบบควบคุมการลื่นไถล รวมถึงการควบคุมรถฝ่าอุปสรรค ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เทคโนโลยี Super Select 4WD II แบบเดียวกับ ปาเจโร สปอร์ตรุ่นล่าสุด มาพร้อม 4 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2H ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD High-Range),โหมด 4H (4WD High-Range) ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time All Wheel Control,โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-Range with Locked Transfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) นอกจากนี้ ยังมาพร้อมโหมดออฟโรด 4 รูปแบบ ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, Sand และ Rock รวมถึงระบบล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้าเพื่อเพิ่มสมรรถนะบนเส้นทางออฟโรดที่สมบุกสมบัน

การขับผ่านเส้นทางทุรกันดารในครั้งนี้ เราเลือกใช้โหมดเคลื่อน 4 ล้อ แบบ 4H (4WD High-Range) ก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรค์ทุกรูปแบบไปได้อย่างง่ายดาย ด้วยกำลังขับเคลื่อนที่เพียงพอ มีการกระจายกำลังระหว่างล้อหน้าและหลังอย่างสมดุลย์ ทางไม่ลื่นมากใช้ความเร็วต่ำ 40 : 60  แต่ถ้าทางเปียกลื่นมากๆหรือไปด้วยความเร็วสูงจะกระจายกำลังแบบ 50 : 50 โดยระบบจะคำนวณปรับเปลี่ยนการถ่ายถอดกำลังขับเคลื่อนให้โดยอัตโนมัติ และอีกสิ่งที่น่าชื่นชมคือความคล่องตัวในการควบคุมรถของพวงมาลัยที่ให้น้ำหนักเบาสบาย และมีความแม่นยำในการบังเลี้ยวแทบไม่ต่างจากการใช้ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อปกติ แถมยังให้รัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.9 เมตร การเลี้ยวในโค้งแคบๆตามแนวไหล่เขาจึงทำได้ง่ายมีความคล่องตัวสูงมาก

ด้วยความสูงใต้ท้องรถถึง 220 มม. และปรับล้อให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 18 นิ้ว การขับขี่ฝ่าอุปสรรคที่เป็นลุ่มบ่อหรือเนินชันต่างๆ ก็ทำได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย โดยสามารถปีนไต่สิ่งกีดขวางจากมุมหน้ารถได้ถึง 31 องศา (Approach Angle) และมุมด้านท้ายรถ 23 องศา (Departure Angle) และสามารถขับคร่อมทำมุม 25 องศา  (Breakover Angle) ส่วนการขับตะลุยน้ำท่วมขัง เราไม่ได้ลองในครั้งนี้ แต่ทางผู้บริหารมิตซูบิชิยืนยันว่าสามารถขับลุยได้อย่างปลอดภัย ตัวรถไม่ได้รับความเสียหายสูงสุด 70 ซม.ซึ่งก็ทำได้ใกล้เคียงกับรถกระบะขับ 4 ล้อ ที่อยู่ในคลาสเดียวกัน

การรองรับแรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือนจากพื้นผิวลักษณะต่างๆ รวมถึงการยึดเกาะถนน โดยรวมก็ถือว่าทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมพอสมควร โดยระบบช่วงล่างยังคงพื้นฐานเดิม ด้านหน้าแบบปีกนกคู่ คอยสปริง แต่ปรับปรุงเหล็กกันโคลงใหญ่ขึ้น และโช๊คอัพก็มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบแหนบแผ่นซ้อนทำการปรับจูนใหม่ เน้นการลดความกระด้างขณะไม่บรรทุกหนัก และโช๊คอัพปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้นจากรุ่นเดิม 42.7 มม. เป็น 45 มม. ช่วยเติมเต็มในเรื่องความนุ่มนวล นั่งสบาย และยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในด้านสมรรถนะการขับขี่ของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ คือโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE (Reinforced Impact Safety Evolution) ซึ่งพัฒนาให้มีความทนทานและแข็งแกร่ง พร้อมปกป้องห้องโดยสารให้ปลอดภัยในทุกการขับขี่ พร้อมกันนี้ยังมีการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงรบกวนและลดแรงสั่นสะเทือนในตำแหน่งสำคัญรอบตัวรถ ทั้งบริเวณห้องเครื่องยนต์ คอนโซลหน้า คอนโซลกลาง บริเวณฐานเกียร์ ใต้พื้นห้องโดยสาร และบริเวณบังโคลนหน้ารถ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในการขับขี่บนเส้นทางหลากหลายรูปแบบ ถือว่าห้องโดยสารมีความนิ่ง เงียบ มากกว่ารุ่นเดิมมากทีเดียว

นอกจากนี้ ยังให้ความโดดเด่นด้วยระบบเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ที่หลากหลายเป็นไปตามเทรนด์ความปลอดภัยของรถยนต์ยุคใหม่ ที่น่าสนใจมีทั้งระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว โดยอาศัยกล้องและระบบเรดาร์เลเซอร์ตรวจจับรถยนต์และคนเดินถนนข้างหน้า , ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตาพร้อมระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน เพื่อเตือนผู้ขับขี่เมื่อมีรถอยู่ด้านข้างในจังหวะเปลี่ยนเลน , ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด ช่วยตรวจจับว่ามีรถยนต์วิ่งผ่านขณะถอยหลัง โดยแจ้งเตือนผ่านสัญญานไฟกระพริบที่กระจกมองข้างและสัญลักษณ์บนแผงหน้าปัดพร้อมเสียงเตือนดังขึ้นพร้อมๆกัน และระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุเมื่อเข้าเกียร์ผิดพลาดและเหยียบคันเร่งไปข้างหน้าหรือถอยหลังโดยไม่ตั้งใจ โดยระบบจะตัดการทำงานของเครื่องยนต์ในการเร่งความเร็วไว้ประมาณ 2-3 วินาที

มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ถือเป็นการเปิดตัวสู่ตลาดประเทศไทย ภายใต้กลยุทธ์แบรนด์ระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส Drive Your Ambition เน้นการพัฒนาขึ้นด้วยสมรรถนะแกร่งลุยทุกอุปสรรคที่ท้าทาย ฉีกกรอบการออกแบบ และเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยสร้างแรงบันดาลใจไปสู่ความสำเร็จในการใช้ชีวิต ถ้าสนใจอยากสัมผัสตัวจริงเสียงจริง เชิญพิสูจน์สมรรถนะด้วยตัวคุณเองที่โชว์รูมมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ!

Rate this item
(0 votes)
Last modified on วันอังคาร, 05 มีนาคม 2562 01:52
Kodrivingplace

EXECUTIVE EDITORlaughing